บ้านเรียน

เว็บไซต์ สกล.

16808729_1378382928890601_1252836487_n

เว็บไซต์สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย
http://www.alternativeeducation.or.th/

โฆษณา
บ้านเรียน

ต้นทุนของบ้าน

69850336_2786848461366578_1782433465317195776_o#บ้านเรียนศรียะพันธ์

มีคำถามที่น่าสนใจคือ เด็กโฮมสคูลเรียนกันอย่างไร

หลายบ้านก็จัดบ้านเป็นห้องเรียน เรียนกันแบบนั่งโต๊ะธรรมดาๆ มีตารางสอนปกติๆ นี่ละครับว่าวันไหนเวลาไหนเรียนอะไร

บางบ้านก็อาศัยการท่องเที่ยว หรือไปดูนู่นนี่หาแรงบันดาลใจไป แล้วก็อาจจะให้เด็กหาข้อมูลมาก่อน หรือไปหาเอง

บางทีก็จัดกลุ่มมาเรียนด้วยกันหรือกระทั่งเรียนเดี่ยว จ้างครูมาสอนเป็นเรื่องๆ ไป หรือออกไปเรียนกับโรงเรียนพิเศษต่างๆ ก็มี

บ้านเข้มคราม ปกติอยู่บ้านก็ใช้การเรียนรู้ผ่านการนั่งคุยกันพ่อแม่ลูก อันนี้ใช้คำที่แม่จุ๋มว่าคือเรามีต้นทุนพ่อแม่ ซึ่งจริงๆ ทุกบ้านพ่อแม่ล้วนมีต้นทุนครับ แตกต่างกันไปแต่ละครอบครัว กว่าจะมาเป็นพ่อแม่มีลูกได้นี่อย่างต่ำต้องมีประสบการณ์ชีวิตมาไม่ต่ำกว่า 20-30 ปี ผ่านชีวิตมานานขนาดนั้นแล้ว “ต้นทุน” ที่ว่านี้ต้องมีกันทุกคน ตั้งแต่เรื่องทั่วๆ ไปในชีวิต เรื่องงานของพ่อแม่ เรื่องเล่าสมัยคุณปู่คุณย่า เรื่องของเพื่อนพ่อเพื่อนแม่ หนังที่เคยดู หนังสือที่เคยอ่าน สถานที่ที่เคยไปเที่ยวมา ก็เป็นต้นทุนในการ “สอน” ลูกได้ทั้งหมด ซึ่งวิธีการสอนที่ว่านี้ก็คือชวนลูกคุย แล้วก็ค่อยๆ ดูแววตา ดูความสนใจของลูก ถ้าคุยแล้วลูกเบื่อไม่อยากคุย ก็แปลว่าไม่เข้าแก๊บ หรือเราอาจตั้งใจสอนมากเกินไป เด็กเบื่อ แต่ถ้าคุยกันเป็นเรื่องธรรมดา ให้เด็กๆ เป็นผู้นำการสนทนา แล้วเราคอยเสริมจากประสบการณ์จากเรื่องเล่าของพ่อแม่ อันนี้จะง่ายกว่ามาก

อีกกระบวนการหนึ่งคือฟังลูก หรือให้ลูกสอน ก็ผ่านการคุยกันอีก ฟังเรื่องที่เขารู้ ปกติแล้วเด็กๆ รู้อะไรมาก็อยากมาเล่าให้พ่อแม่ฟังอยู่แล้วถ้าพ่อแม่ขยันฟังนะ ถ้าเด็กไม่เล่า อันนี้ไม่ใช่ปัญหาที่เด็กแล้ว พ่อแม่อาจต้องพิจารณาตัวเองดีๆ ว่าเราฟังลูกดีๆ หรือเปล่า ขัดจังหวะเค้ามากเกินไป หรือเค้าพูดมาคำนึง เราพูดต่ออีกสิบคำ แถมสรุปเป็นคำสอนต่อไปด้วยหรือเปล่า แนวนี้สุดท้ายเด็กก็ขี้เกียจเล่า เพราะเล่าอะไรมาพ่อแม่ก็ดึงมาเป็นเรื่องของตัวเองเสียหมด แต่ถ้าขยันฟัง ขยันซัก ถามด้วยความสนใจ เด็กก็มักจะอยากเล่า ..แล้วเคยได้ยินกันไหม วิธีเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือ “การสอน” ดังนั้นถ้าเด็กเล่าได้ชัดเจน มีสาระ มีลำดับ มันก็เป็นการเรียบเรียงความคิดของเขา เป็นหนึ่งในกระบวนการเรียนรู้ของลูกที่ดีมาก อ่านเพิ่มเติม “ต้นทุนของบ้าน”

บ้านเรียน

เหงามั้ยอ่ะไม่ได้ไปโรงเรียน?

Narada’s diary

#Narada’sDiary
#Homeschool #homeiscool

67452455_383351195868612_456560688626663424_n

เหงามั้ย…คำถามฮิตติดชาร์ตตลอดกาล ไม่ว่าจะเจอกี่คนๆก็จะโดนถามเรื่องนี้ตลอด เเละยอมรับเลยว่าช่วงเเรกๆคือเจ็บ! มันจี้จุดหัวใจสุดๆไปเลยค่ะ!

ช่วงเเรกๆที่ออกมาเรียกได้ว่าอ้างว้างสุดๆเพราะเราอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยเพื่อนมาตลอด อยู่ในบรรยกาศของความมากหน้าหลายตามานานทำให้วันเเรกที่ออกมารู้สึกเหมือนเราขาดอะไรไป เรารู้สึกว่ากลุ่มเพื่อนที่สนิทกันมา บรรยกาศของการวิ่งไล่จับตอนกลางวัน โมเม้นตอนเเอบครูกินขนมหรือตอนที่พร้อมใจเเหกกฎกับเพื่อนมันหายไปเลยอ่ะ คือมันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีสักเท่าไหร่เเต่มันเป็นเรื่องราวที่ทำให้เราจำภาพความเป็นเเก๊งค์ได้ดีเลย5555 ซึ่งพอมาคิดย้อนกลับไปบอกเลยตอนนั้นเศร้าขั้นโคม่า
หลายคนอาจจะบอกว่าเราก็มียังพ่อเเม่มีน้องหนิจะเหงาได้ยังไง…เเต่เข้าใจมั้ยว่าด้วยจำนวนเเล้วนั่นยังไม่ได้ครึ่งของเพื่อนในห้องเราเลยนะ ทำให้ไม่เเปลกที่ความรู้สึกเหงาเป็นความรู้สึกเเรกที่เเว๊บเข้ามาในวันเเรกของชีวิต Homeschool ตอนนั้นเราคิดอย่างเดียวเลยว่าเเล้วจะทำยังไงวะ เราจะอยู่กับสภาพเเบบนี้ได้ยังไง…มันเเย่ขนาดนั้นเลยเเหล่ะ

ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์สองอาทิตย์จนสามเดือนสี่เดือนก็ยังไม่เข้าที่สักที เรายังอาลัยอาวรณ์กับเพื่อนเก่า ยังมีความคิดว่าอยากกลับไปนั่งเรียนในห้องถึงขนาดบอกเเม่ว่าขอเข้าไปนั่งเรียนกับเพื่อนบางวิชาได้มั้ย เพราะตอนนั้นรู้สึกเลยว่าเราเเย่เเล้ว อย่างหนึ่งเลยเพราะเราไม่ชอบความรู้สึกของการเป็นส่วนเกิน ตอนนั้นเรายึดติดมากว่าเพื่อนกลุ่มนี้จะเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวของเราจนจบม.6 ยึดว่าความหมายของเพื่อนคือความเป็นเเก๊งค์เเละจะต้องอยู่โรงเรียนเดียวกันเท่านั้น ทำให้ทุกครั้งที่นั่งคิดถึงตอนม.1 ก็จะสามารถดึงดราม่าได้ทุกครั้งจนพ่อเเม่ปลอบจนเหนื่อย คือเราก็รู้ตัวเองนะว่ามันเยอะไปเเต่ทำยังไงได้หล่ะก็คนมันเศร้าจะให้นั่งขำหรือยังไง(คำนี้จากพ่อนะฮะ)

วิธีที่เราใช้ง่ายๆเลยคือไปหาเพื่อนบ่อยๆ ถึงเเม้เราไม่ได้เจอกันทุกวันเเต่ดีที่เรายังปีนผาทำให้ยังได้กลับไปซ้อมที่โรงเรียนตอนเย็น ยังได้ไปเจอกลุ่มเพื่อนเก่าๆ ยังได้เอ็นจอยกับบรรยกาศที่เราคิดถึง มันเลยทำให้เราเปลี่ยนวิธีมองของตัวเองได้ว่าเพื่อนไม่จำเป็นต้องอยู่โรงเรียนเดียวกัน ยอมรับนะว่าตอนเเรกเราก็มองว่าการคิดเเบบนี้มันโลกสวยไป เเต่พอเรามาเจอเองจริงๆได้ใช้วิธีใหม่ๆในการหาเพื่อนในการเข้าหาเพื่อน มันก็ทำให้เรารู้ว่า เพื่อนไม่จำเป็นต้องเจอหน้ากันทุกวันจริงๆ
ซึ่งทั้งหมดทั้งสิ้นเราเป็นคนเลือกเองที่จะไม่ไปนั่งเรียนบางวิชาหรือกลับโรงเรียน เพราะเรายังเชื่อว่ามันจะต้องดีโว้ย!! เราเชื่อว่าถ้าผ่านช่วงดราม่านี้ไปได้มันจะรอดเว้ยเพื่อน!! ตอนนี้ก็ขอบคุณตัวเองที่ตอนนั้นไม่ใจอ่อนง่ายๆ ดีเเค่ไหนที่ผ่านช่วงนั้นมาได้อ่ะ!

สุดท้ายคืออยากบอกทุกคนว่าความเหงาไม่ใช่เรื่องประหลาดนะ บางคนอาจจะคิดว่าเหงาเเปลว่าไม่มีใครคบรึเปล่า เเต่สำหรับเรา เราว่ามันคือช่วงที่เรากำลังเลือกคนที่จะเข้ามาในชีวิตมากกว่า ถ้าเราเหงาเเปลว่าเรายังไม่เจอคนที่เหมาะกับเราเเละนั่นหมายความว่าคนนั้นก็ยังไม่พร้อมที่จะเป็นเพื่อนเรา เชื่อเรา…ความเหงาเนี่ยเเหล่ะที่จะทำให้เราได้เปลี่ยนเเปลงบางอย่างในตัวเอง เเบบที่เราได้ทำ😁

บ้านเรียน

จัดตารางแบบโรงเรียนก็อยู่โรงเรียนไปสิครับ

Narada’s diary

#Narada’sDiary
#Homeschool #homeiscool

ถ้าจัดตารางเเบบโรงเรียนก็อยู่โรงเรียนไปสิครับ66211829_372545053615893_5066331241834348544_n

การจัดตารางเรียนคือความล้มเหลวในช่วงเเรกของเราจริงๆ เพราะไม่เคยทำตามสำเร็จสักตาราง จำได้ว่ามีตารางเรียนแบบประจำวันทั่วไปไม่รวมตารางโครงงานต่างๆก็น่าจะเป็นร้อยได้เเล้วมั้ง คือทุกครั้งที่ทำตารางก็ตั้งใจได้อยู่สองสามวัน ฟีลเเบบวิญญานเด็กเรียนเข้าสิง เเต่สุดท้ายก็พังเพราะทำไม่ตรงตารางสักที เลยจบด้วยไม่ทำซะเลย!

วิธีเขียนตารางของเราช่วงเเรกๆคือทำเเบบตารางสอนโรงเรียนเลยนะ คือมีวันจันทร์ถึงศุกร์เป๊ะๆ มีวิชาครบทั้งไทย อังกฤษ ประวัติศาสตร์ เลข วิทย์ ละที่พีคคือมีเวลาพักกลางวันกับชมรมด้วยนะ คือช่วงนั้นน่าจะประมาณม.2-3ที่เป็นช่วงของความอ่อนไหวด้านจิตใจที่เเบบรู้สึกเเปลกเเยกเพราะไม่ได้ไปโรงเรียนเเบบคนอื่น รู้สึกว่าตัวเองไม่มีอะไรเป็นรูปเป็นร่าง เลยตัดสินใจทำตารางเพื่อให้ตัวเองรู้สึกว่าเออฉันก็มีอะไรทำนะเว้ย
ผลที่ได้จากการทำตารางคือ “เละเทะ” เพราะเราไม่สามารถ stick กับตารางได้เลย เเถมรู้สึกว่าต้องรีบทำนู่นนี่นั่นเพื่อทำให้ตามตาราง เเละประเด็นคือไม่เคยมีวันไหนที่ได้ตามตารางทั้งวันสักวันอ่ะ คือมันจะต้องมีการทดเวลาทุกครั้ง ถ้าอย่างตามตารางต้องตื่น 7 โมง เเต่วันนั้นตื่นมา 8 โมงก็ต้องทดเวลาวิชาเเรก ละก็ทดไล่ไปทั้งวัน สรุปกลายเป็นว่าตั้งตารางมาให้ทดเวลาเล่นซะงั้น
พอผ่านไปไม่ถึง 1อาทิตย์ก็ทิ้งตารางลงทะเลไปเลยจ้า พอทำไม่ได้ก็เริ่มถอดใจไม่ทำ เเล้วพอฮึดใหม่ก็วนกลับมาตั้งตารางอีกรอบ วนไปเรื่อยๆเป็นร้อยรอบได้อ่ะ เเล้วพอมันถึงจุดหนึ่งเราจะรู้สึกว่า “เราเเม่งกากว่ะ” ตั้งอะไรมาก็ทำไม่ได้ ตารางกี่ร้อยตารางก็ไม่สำเร็จสักที ซึ่งเราว่ามันมีผลกับตัวเองลึกๆนะ เเบบตอนนั้นเรารู้สึกว่าเราเป็นคนที่ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ ทำอะไรก็ไม่เก่ง เราก็เลยเปลี่ยนวิธีทำตารางน่าจะดีกว่า

สิ่งที่เปลี่ยนคือตั้งเป็นแผนระยะยาวเเล้วก็รายวันไปเลย คือจะไม่มีเเบบอาทิตย์หรือตารางที่ต้องทำประจำทุกวัน เเผนระยะยาวคือเป้าหมายของเทอมหรือปีนี้เป็นเป้าหมายใหญ่ที่ต้องทำให้เสร็จเเละสิ่งที่ต้องทำในเเต่ละเดือนคร่าวๆให้ตัวเองเห็นอนาคตตัวเองหน่อย ส่วนตารางประจำวันคือจะเขียนวันต่อวันเลยว่าวันนี้ต้องทำอะไรให้เสร็จบ้าง พอจบวันก็เขียนของพรุ่งนี้ไว้เลยให้เราเห็นเป็นรูปธรรมชัดๆว่าฉันต้องทำอะไรบ้างเเละฉันทำอะไรเสร็จบ้าง
ที่สำคัญคืออย่างเขียนเยอะเกิน อย่าคือว่าตัวเองสามารถทำได้เกินเป็นสิบอย่าง เพราะจากประสบการณ์คือ 6 อย่างนี่เต็มที่เเบบมีคุณภาพละ เเล้วเเต่ละข้อนี่ไม่ใช่เเค่ล้างจาน ให้อาหารหมานะ มันต้องเเบบอ่านหนังสือกี่ชม. เขียนหนังสือกี่บทว่าไป เข้าใจ๊!?

นี่เหล่ะคือทางสว่างที่เเท้จริงๆ เรารู้สึกว่าเเต่ละวันมัน complete มากขึ้น เเละเราเชื่อว่าการที่เราจะทำเป้าหมายใหญ่ๆสำเร็จได้ต้องทำเป้าหมายเล็กๆในเเต่ละวันให้รอดก่อน อีกอย่างที่ดีคือโม้เม้นตอนที่ขีดฆ่าลิสที่ตัวเองทำเสร็จในวันนั้นๆ มันจะเป็นความรู้สึกเเบบโล่งอ่ะรู้สึกว่าฉันก็จบวันเเบบสวยๆได้นี่หว่า ไม่เชื่อลองดู!

กฎหมาย, บ้านเรียน

ระบบโฮมสคูล

P’Nhym BaanreanThai

กฎหมายการศึกษาประเทศไทย
ถือว่าพัฒนามามากแล้ว
ที่ทำให้ พ่อแม่แบบที่ฝรั่งเรียกว่า Unschooler
ได้รับการรับรองโดยการจดทะเบียนตามสิทธิทางกฎหมาย
สามารถใช้แผนการศึกษาแบบ Unschooling โดยจัดการเรียนรู้ตามบริบทชีวิตและผู้เรียนเป็นตัวตั้ง
ตามหลักการสิทธิทางการศึกษาสากลที่สามารถนำเอาประสบการณ์ตรงมาประเมินผลผู้เรียนตามสภาพจริง เพื่อพัฒนาผู้เรียนเป็นสำคัญ

การประเมินผลด้วยเครื่องมือและวิธีการที่เหมาะสมสอดคล้อง กับวิถีชีวิตครอบครัวและผู้เรียนรายบุคคลตามหลักการสากล ถูกเขียนในระเบียบการวัดและประเมินผลของกระทรวงศึกษาธิการมาเนิ่นนานแล้ว

ผลการประเมิน
ภาษาวิชาการเรียกว่า เทียบเคียง หรือ เทียบเท่ามาตรฐานหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน

เทียบเคียง คือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แตกต่างจากโครงสร้างรายวิชาตามคาบเวลาในระบบโรงเรียน แต่ได้ผลลัพธ์คุณภาพเช่นเดียวกัน
เช่น กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี เด็กโฮมสคูลที่จดทะเบียน จะเลือกเรียนร่วมกับ รร.ใกล้บ้านก็ได้ ถ้าไม่เลือกเรียน พ่อแม่ผูปกครองสามารถใช้กิจกรรมพัฒนาทักษะชีวิตอื่น ที่มีผลคุณภาพตามเป้าหมายเทียบเคียงกัน เช่น กิจกรรมการงานอาชีพร่วมกับครอบครัวและชุมชน กิจกรรมจิตอาสา กิจกรรมค่ายประเภทต่างๆ เป็นต้น

หรือ ดำเนินการเรียนรู้ เป็นเรื่องเดียวกันกับ การดำเนินชีวิต

ในกิจกรรมการเรียนรู้ของ Unschooling
ในหลายกลุ่มประสบการณ์ อาจมีผลคุณภาพ เทียบเท่า หรือ เทียบเคียง หรือ มีคุณภาพแบบก้าวหน้าได้ตามศักยภาพผู้เรียน ไม่ถูกตีกรอบด้วยโครงสร้างเวลาเรียนแบบระบบโรงเรียน

การจดทะเบียน สามารถเป็นโฮมสคูลที่จัดเป็นแนว schooling คือ เขียนแผนการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีโครงสร้างเวลา และตัวชี้วัดตามระเบียบโรงเรียน ก็ได้

หรือจะทำ โฮมสคูลแบบ Unschooling โดยไม่สังกัดสถานศึกษาแบบใดในโครงสร้างระบบการศึกษาของกฎหมายก็ได้ อาจดูเหมือนว่าผิดกฎหมาย แต่ไม่หรอก หากเราพร้อมแสดงตัวตนว่าไม่ได้ละเลยการพัฒนาส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้ให้กับลูก
เพราะกฎหมายย่อยๆ ของประเทศไทย และระเบียบที่รองรับสิทธิทางการศึกษาที่หลากหลาย ยังเขียนได้ไม่ครอบคลุมสิทธิมนุษยชนต่างหาก

Homeschool
ทั้งแบบ Unschooling และ Schooling
ได้รับรองสิทธิทางกฎหมายตามหลักการสิทธิและโอกาสการเข้าถึงการศึกษาที่หลากหลาย ตามมาตรา ๑๒ ของ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับปัจจุบัน

คำว่า Unschooling หรือ Schooling ในนานาประเทศ
จึงควรพิจารณากฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายการศึกษาที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศไปพร้อมกัน

ส่วนเรื่องการจดทะเบียน/ไม่จดทะเบียนตามสิทธิทางกฎหมาย
หรือ รับรองด้วยสถานศึกษาประเภทต่างๆ นั้น
เป็นสิทธิเสรีภาพทางการศึกษาที่ประเทศไทยก็มีช่องทางรับรองที่หลากหลาย

เจ้าหน้าที่ที่เข้าใจ/ไม่เข้าใจกฎหมายการศึกษา
ครอบครัวที่เข้าใจ/ไม่เข้าใจสิทธิทางการศึกษา
เป็นเรื่องที่สังคมไทยควรขับเคลื่อนทิศทางการทำงานปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม มีกลไกแสดงความรับผิดรับชอบในการศึกษาแต่ละประเภท
รองรับตามความต้องการในการใช้สิทธิเสรีภาพทางการศึกษาของปัจเจกบุคคล หรือ กลุ่มบุคคล หรือ ชุมชน ให้สังคมมนุษยชาติขับเคลื่อนไปเพื่อเป้าหมายเดียวกัน คือ การพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้และคุณภาพชีวิตของการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดยเคารพความแตกต่างของแต่ละวิธีการ
ไปให้ถึงเป้าหมายประชาคมโลกที่ลงนามร่วมกัน คือ การทำให้คนได้รับศึกษาอย่างทั่วถึง และเป็นการศึกษาตลอดชีวิต

ในสังคมภาพใหญ่ ต้องให้ความสำคัญกับคนตัวเล็ก
ในทำนองเดียวกัน
คนตัวเล็ก ควรเห็นทิศทางการทำงานร่วมกับสังคมไปด้วยกัน
ทั้งนี้
รัฐและทุกภาคส่วน ควรร่วมกันทำงานบนกลไกที่อยู่ระหว่างกระบวนการพัฒนาความชอบธรรมใหม่
เนื่องจากเกิดความไม่ชอบธรรมมาก่อนหน้านี้

คงถึงเวลาแล้วที่สังคมไทย
ควรศึกษารวบรวม “ระบบโฮมสคูลในประเทศไทย”
อย่างจริงจังเสียที

ประเมิน

การออกแบบเครื่องมือประเมินผลการเรียนรู้

P’Nhym BaanreanThai

Repost of denying Standardized Test!
Multi-intelligences in human being can’t be judged onto various of learning’s qualities by a same test.!

โพสต์เมื่อ 2 ปีที่แล้ว
วนมาให้เรียนรู้ร่วมกันสำหรับผู้จัดการศึกษาน้องใหม่นะคะ
—-
การออกแบบเครื่องมือประเมินผลการเรียนรู้
ไม่สอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้ตามศักยภาพความถนัดของผู้เรียน ทำให้เราไปไม่ถึงวิธีการปฏิรูปการเรียนรู้
เพราะเกิดการตัดสินความสามารถของเด็กโดยไม่เป็นธรรม
—-
ขณะนี้
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ยังยึดติดการใช้ข้อสอบ แบบกระดาษข้อสอบกลาง เพื่อประเมินผลและทดสอบการอ่านออกเขียนได้/คุณภาพการเรียนของนักเรียนในระบบโรงเรียน ทั้งประเทศรวมมาใช้กับเด็กบ้านเรียนด้วย

บ้านเรียนใดมีความเห็นว่า ข้อสอบชุดนั้น ไม่สอดคล้องกับวิธีการ และ กระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนตามศักยภาพความถนัดและเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพของแผนการศึกษา

ครอบครัว สามารถทำหนังสือปฏิเสธแบบทดสอบที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาใช้ และ … “ขอรับการประเมินผลตามสภาพจริงตามแผนการศึกษาของครอบครัว” ค่ะ

เนื่องจาก ปรัชญาการศึกษาโดยครอบครัว ที่เริ่มต้นพัฒนาและเชื่่อมโยงกระบวนการเรียนรู้จากความถนัดและความสนใจของผู้เรียนเป็นตัวตั้ง จะมีระยะของพัฒนาการในการพัฒนาด้านการอ่าน เขียน คิดวิเคราะห์ ที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะเราเน้นการใช้ทักษะการฟังเพื่อการเรียนรู้ด้วยหัวใจ

เด็กบ้านเรียนที่ถนัด ใช้ Hand ก่อน จะเป็นนักคิดวิเคราะห์ด้วย Heart และ Head ผ่านการลงมือทำงาน ส่วนใหญ่เริ่มต้นจากการทำงาน/งานประดิษฐ์/วิ่งเล่น/เขียนภาพ และ มักจะถนัดอ่านความเข้าใจต่อโลกรอบตัว ด้วย “อวจนภาษา” และใช้ทักษะการฟังและการพูดเพื่อการสื่อสารด้วยภาษาให้ตรงตามเป้าหมายอย่างมีความหมาย

เด็กบ้านเรียนที่ถนัด ใช้ Head จาก Heart ผ่าน วจนภาษา ก่อน จะสามารถทำข้อสอบได้ แต่ขึ้นกับข้อสอบว่าเป็นข้อสอบที่สอดคล้องกับการเรียนรู้ที่ผ่านมาหรือไม่

ส่วนเด็กบ้านเรียนที่ถนัด ใช้ Heart Head และ Hand ผ่าน วจนภาษา เป็นเด็กที่เรียนรู้หลากหลายทาง ก็จะสามารถทำข้อสอบได้ แต่อาจจะตอบเป้าหมายคุณภาพการอ่านออกเขียนได้ตรงกับวิธีการเรียนรู้ตามสภาพจริงหรือไม่ ควรแยกแยะชัดเจน

อย่างไรก็ดี การศึกษารายบุคคล เน้นการประเมินผลตามสภาพจริง และเป็นการประเมินผลเพื่อพัฒนา … ไม่ใช่การประเมินผลเพื่อตัดสินว่า เด็ก อ่านออกเขียนได้ หรือ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ตามที่ส่วนกลางนึกอยากจะใช้เครื่องมืออะไรก็ได้ มาวัดเด็กๆ … เด็ก ๆ ในระบบโรงเรียนก็ควรได้รับการให้คุณค่านี้เช่นเดียวกัน

การปฏิเสธการทำข้อสอบ ไม่ใช่การใช้อภิสิทธิ์ใดๆ หรือการถูกมองว่าแปลกแยก
วิธีการปฏิเสธเป็นการพิเคราะห์และสามารถแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ผู้สอนควรมีพื้นที่อิสระในการประเมินผลผู้เรียนได้ตามกระบวนการเรียนรู้ได้ของผู้เรียน ซึ่งอาจมีระยะพัฒนาการของความถนัดที่แตกต่างกัน เป็นการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้เรียน เพื่อขยายผลในการช่วยพัฒนาต่อยอดได้ตรงตามศักยภาพของผู้เรียนให้ทุกคนมีพื้นที่การเรียนรู้ที่ไปต่อได้ทุกคนอย่างเสมอภาค

การปล่อยให้เด็กๆ เป็นหนูทดลองข้อสอบแบบเดียวกันทั้งประเทศ ไม่ได้ตอบโจทย์การหวังผลให้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน

โดยเฉพาะหากเราใช้เครื่องมือด้วยระบบการทดสอบแบบเดียวกันทั้งประเทศ นัั่นคือ เรากำลังยอมรับการสร้างข้อจำกัดที่ทำให้เด็กๆ ถูกตัดสินคุณค่าของตนเองด้วยแบบทดสอบที่กำหนดโดยคนที่ไม่ได้จัดการเรียนการสอนและจะมีส่วนร่วมในการพัฒนาต่อยอดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนโดยตรง

บ้านเรียน

Environment & Social Skills

Joompot Sriyapan 

62318985_2588425677875525_2307118129169301504_o (1)#บ้านเรียนศรียะพันธ์

Hard Skills ก็ต้องเรียน
Soft Skills ก็ต้องรู้
แล้วนี่ยังมี
Environment & Social Skills อีก

ภาษาอังกฤษก็ต้องได้ คอมพิวเตอร์ก็ควรรู้ นี่แม่จะชวนเรียนภาษาจีนอีกภาษา ไม่นับว่ายังต้องหาเวลาไปติดเกมกับติดอนิเมะอีก (หนัง เกม อนิเมะเป็นวิชาบังคับนะ เคยเขียนไว้นานแล้ว) เป็นลูกบ้านนี้ลำบากแท้

หรือถ้าเทียบกับตอนเด็กๆ เล็กๆ ก็จะเริ่มจากแนวธรรมชาตินิยมจัด ทำนา ทำฟาร์ม ขึ้นเขา เดินป่า จากนั้นก็มาสายกีฬาสารพัดชนิด เล่นกันจริงๆ จังๆ วันละหลายๆ ชั่วโมง ก่อนที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตเข้าเมืองใหญ่ เปลี่ยนจากเด็กหัวเมืองมาอยู่เมืองกรุง

แต่จะดูว่าเรียนเยอะ คนที่ใกล้ชิดรู้จักก็รู้อยู่ หรือกระทั่งอาจจะคิดว่าเราปล่อยปละละเลยลูกมากมาย เลี้ยงทิ้งๆ ขว้างๆ ไปนู่นมั่งนี่มั่ง ไม่เห็นได้ร่ำได้เรียนอะไร ถามอะไรก็ไม่เห็นจะค่อยตอบได้

ส่วนคนที่ตามอ่านจากเพจก็อาจจะนึกว่าลูกบ้านนี้ขยันขันแข็งรับผิดชอบการงานดีเหลือเกิน เรียนเยอะไปหมด ไม่รู้จะเก่งไปถึงไหนแล้ว

อ่านเพิ่มเติม “Environment & Social Skills”

บ้านเรียน

เเรงฮึดไม่ใช่ one night miracle นาจาา

Narada’s diary

62588254_357419091795156_1063641542683525120_n#Narada’sDiary
#Homeschool #homeiscool

วันนี้ไม่เรียนเหรอ? ตอนนี้ปิดเทอมเหรอ? ทำไมไม่ใส่ชุดนักเรียนมาล่ะ? ท่องตารางธาตุเเข่งกันมั้ย? รู้ป่าวว่าเลขข้อนี้ทำไง?

คำถามพวกนี้เป็นคำถามที่เคยทำให้ชีพจรเเตะ 100 กว่าได้ภายในไม่กี่วินาที โอ้โห เมื่อก่อนนี่ไปไม่เป็นเลยนะเวลาโดนถามอ่ะ ด้วยความที่ช่วงเเรกๆ ไม่ได้มีความมั่นใจหรือเเม้เเต่มีความภูมิใจกับคำว่าเด็ก Homeschool เลย (เน้นๆ)  ถึงเเม้เราจะเป็นคนตัดสินใจออกเองเเละรู้ว่านี่เป็นเส้นทางที่อาจจะทำให้เราพัฒนาตัวเองไปในทางที่ดีขึ้นได้ เเต่เมื่อออกมาเเล้วยังไม่ได้มีอะไรที่เราโดดเด่นกว่าเมื่อก่อนจะเอาอะไรมามั่นใจล่ะว่า Homeschool เราเจ๋งยังไง เเละสุดท้ายก็จบที่การเอาตัวเองกลับไปเปรียบเทียบกับเพื่อนซึ่งจะพ้นเรื่องอะไรไปไม่ได้นอกจากวิชาการทั้งหลาย เเละประเด็นคือวิชาการเราก็ไม่มีทางเเน่นเท่าโรงเรียนอยู่เเล้วเพราะเราไม่ได้เรียนเเบบเขา

—>ด้วยหลักจิตวิทยาเเล้ว! วัยรุ่นโดยเฉพาะตอนต้นอายุประมาณ13-15 เป็นช่วงที่ต้องการค้นหาตัวตนของตัวเองหรือสิ่งที่โดดเด่นเพื่อสร้างความมั่นใจ เเละต้องยอมรับว่าสายตาของคนรอบข้างคือโคตรพ่อโคตรเเม่มีผลกับการใช้ชีวิตของเด็กวัยนี้

ตัดภาพมาที่เรา คือช่วงนั้นเป็นเด็กเซนท์ซิทีฟมากๆ ใครพูดอะไรนิดอะไรหน่อยก็ดึงเข้าดราม่าเรื่องความมั่นใจไปหมดเเล้วก็ยาวไปเรื่องอื่นจนไม่เป็นอันทำอะไร คือเป็นช่วงเเห่งความตึงเครียดของทั้งบ้านไปเลยนะ เเต่ผ่านไปสักพักเราก็มาคิดว่าเเบบไม่ได้เเล้วว่ะเป็นอย่างนี้ต่อไปชีวิตก็ย่ำอยู่กับที่เเบบนี่เเหล่ะไม่รอดเเน่ๆ เเล้วเเรงฮึกเฮิมที่จะตั้งใจทำอะไรก็ค่อยๆเพิ่มขึ้น เเต่ไม่ได้มาเเบบ one night miracle นะ อันนั้นเว่อร์ไปเพราะแรงฮึดพวกนี้ไม่ได้คิดจะมาก็มา มันต้องเริ่มจากมีเป้าหมายหรือเเรงจูงใจในระดับนึงก่อน

อ่านเพิ่มเติม “เเรงฮึดไม่ใช่ one night miracle นาจาา”